พุทธานุภาพ สำคัญยิ่งต่อพุทธบริษัท และ ผู้ปฏิบัติตามพุทธวิถี “สติปัฏฐาน – ปฏิสัมภิทามรรค” อย่างไร ?
ในการปฏิบัติตามพุทธวิถี “สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค ” ขั้นต้น คือ การฝึก “หาตำแหน่งที่ตั้งของ “ใจ” โดยใช้ “ลม” เป็นตัวหา ลมที่เข้าไปเรียกว่า “กายสังขาร (อ่านว่า กายะสังขาร) พร้อมกับเปล่งวาจา=เสียงที่เปล่งจากปาก เรียกว่า “วจีสังขาร” ให้พร้อมกับเสียงที่ดังมาจากภายใน คือเสียงของใจ เรียกว่า “มโนสังขาร” เสียงทั้ง 2 ในภาวะทั้ง 3 อย่างนี้จะพร้อมกันเกิดขึ้นได้ ต้องใช้การ “ปริกมฺม(ปริกรรม = ปริ มาจากคำว่า ปริต แปลว่า เปล่ง + กรรม = การกระทำ นั่นคือการกระทำการเปล่งเสียง (ภายหลังได้ตัดคำว่าปริตให้สั้น เหลือเพียงตัว ป ปลา และทำฑีฆะให้เสียงยาว เป็น ปา ส่วนคำว่ากรรม ตัดเป็นรัสสะ คือ ทำให้สั้น เหลือตัว ก ไก่ รวมกันเป็นคำว่า ปาก แปลว่าอวัยวะ ที่ใช้เปล่งเสียง) ขณะที่ทั้ง 3 พร้อมกัน คือกายสังขาร ลมหาใจ(อาปานสติ)+เสียงจากปาก=วจีสังขาร +เสียงจากใจ เรียกสภาวะนี้ว่า “ความถึงพร้อมด้วย “ไตรพิธสังขาร” วาจาหรือเสียงที่ออกมาจึงเรียกว่า “สัจจวาจา” หรือ “วีรตีสัจจ”
ในทาง Quantum Physic เสียงจะผลักให้ Atom ที่ประกอบเป็นโมเลกุลกระจาย หรือ เคลื่อนที่ไปในทิศทางของแรงสั่นสะเทือน(vibration) ตามกระแสคลื่นที่เปล่ง(Frequency) รวมลักษณะพลังที่ส่งผลให้atomกระจายตัวไปนี้เรียกว่า entropy
ดังนั้น การควบคุมVibration+Frequency(Wave) จะ= การควบคุมรูปร่าง,ลักษณะ สภาวะการกระจายตัว entropy ไปตามทิศทางที่ผู้เปล่งสัจจวาจากำหนด ทางพระพุทธศาสนาเรียกปฏิกริยานี้ว่า “ปริกมฺมจิต” ทำให้ผู้ที่เข้าถึงสภาวะนี้ สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ สถานะ ของสสาร และ ปฏิสสาร ได้ เป็นไปตามภาพที่กำหนดไว้ในมโนทวาร เกิดขึ้นได้ โดยไม่อยู่ภายใต้กฏของ Space & Time นี่คือ ที่มาของพุทธพจน์ที่ทรงตรัสว่า “อกาลิโก เอหิปสฺสิโก …มาซิ มาปฏิบัติ เพื่อเป็นผู้อยู่เหนือกาลเวลา(=นิพพาน)
สภาวะดังกล่าวข้างต้นนั้น จะเกิดผลเต็มที่เมื่อปาก(วจีสังขาร=วาจา)ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับ ใจ(มโนสังขาร) โดยอาศัยนิมิต (คือ เสียงคำสวดมนต์ ภาวนา เช่น นะโมตัสสะ..) โดยมีสติ(ระลึกรู้อารมณ์ของอักขระที่ภาวนานั้นทุกขณะ ที่เสียงอันได้ติดตามลมหาใจ เคลื่อนไปจนหยุดอยู่ที่ตำแหน่งที่สุดแห่งลม(นิยะมะ=ฐาน) นิ่งสนิทอยู่ตรงนั้น นี้เรียกว่า การถึงพร้อมด้วยวาจา+ใจ เพื่อใช้ในการกล่าวสัจจะวาจา ถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ตรงนี้แหละเป็นส่วนสำคัญที่สุด
เชื่อมั่นอย่างที่สุดว่า ท่านนักปฏิบัติ(และนักล่าอาจารย์ พวกอินเดียร์น่าโจนส์) หลาย ๆท่าน ก็คงได้พบอยู่แทบทุกสำนักที่ให้กล่าวคำถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา …แต่คำถามนั้นมีอยู่ว่า ” ทำไมจึงไม่เกิดความสำเร็จ หรือก้าวหน้าในการปฏิบัติ เพราะอันที่จริงก็กล่าวก่อนปฏิบัติทุกที บางท่านกล่าววาจามาเป็นสิบ ๆ ปี ก็ยังอยู่ที่เดิม เหมือนเดินบันไดเวียน ไม่ไปถึงไหน เพราะอะไร ?”
คำตอบต่อไปนี้ถือว่าสำคัญมาก จะเรียกว่าสำคัญอย่างยิ่งของนักปฏิบัติ และผู้ที่จะก้าวพ้นความเป็นสามัญมนุษย์ สู่ความเป็น “พุทธบุตร” หรือ เรียกให้ถูกตามสถานะของชาวพุทธ คือ “เป็นพุทธบริษัท” อย่างแท้จริง จะได้หรือไม่ จะพ้นหรือเปล่า ก็อยู่ที่ว่า การเปล่งวาจาที่เป็นคำกล่าวที่ว่า อิมาหํ ภนฺเต ภควา อตฺตภาวํ ตุมฺหากํ ปริจชามิฯ แปลความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้า ขอมอบกายถวายชีวิต และภพชาตินี้เป็นพุทธบูชา” ความสำคัญคือ วาจาที่เปล่งออกมา ได้เปล่งจากอาการที่ถึงพร้อมด้วย วจีสังขาร และ มโนสังขาร…หรือไม่ ?
แต่โดยทั่วไป เปล่งแต่เสียงที่ออกมาจากคอ…เหมือนเด็กท่องอาขยาน เพียงแต่กล่าวปาว ๆ ให้เสร็จ ๆ ไป ไม่ให้ความสำคัญนักกับ การถึงพร้อมดังกล่าวนี้ และนี่คือกุญแจ หรือ บันไดขั้นแรก ของการเป็น “พุทธบริษัท” อย่างแท้จริง ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักปฏิบัติที่หวังความก้าวหน้า มีพระนิพพานอันเป็นบรมสุขเป็นที่หมาย
การถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ด้วยสัจจะวาจาที่เปล่งออกมาจากนิยมะ(ฐาน)แห่งมโนสังขาร(ใจ=กายในกาย) ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เรียกว่า “มหาวิบาก” จิตจะยกขึ้นสู่วิถีอันเป็นกุศล เปลี่ยนสภาวจิตเป็น “มหคฺคตจิต” บังเกิดเป็น “มหาทานอันยิ่งใหญ่” สภาวะนี้เรียกว่า ถึงพร้อมด้วย “จาคะ(ทาน) อันเกิดขึ้นด้วยกุศลมูลจิตแห่งมรรคสัจจะอันเรียกว่า “สัมมาวาจา” เป็นองค์มรรคอันจัดเป็น “อริยศีล (ศีลของพระอริยบุคคล), จึงเป็นสภาวะแห่งการถึงพร้อมด้วย “ศีล” นี่คือความแตกต่าง ที่ในทุกสำนักซึ่งนักล่าอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ได้เคยรับทราบ ไม่เคยมีใครอธิบาย จึงไม่เข้าใจถึงความสำคัญสุด ๆ ของการถึงพร้อมของ วาจา+ใจ ในพุทธานุภาพ
ความมั่นคง ศรัทธา อันเกิดจาก “ใจ” เป็นสัจจะนี้ เรียกว่า “โอปกันนะศรัทธา” เป็นพลังอย่างยิ่งที่จะปกป้องคุ้มครองผู้ปฏิบัติ ให้ห่างไกลจาก ความทุกข์หยาบ ๆ ในทางโลก เช่น ความยากจน ผิดหวัง รันทดท้อ ฯลฯ ที่สามัญมนุษย์ทั้งหลายได้รับ ผู้ที่ได้เปล่งวาจาด้วยการถึงพร้อมดั่งว่า ย่อมพบแต่ความสุข สมหวังดั่งปรารถนา ปราศจากเคราะห์ภัยร้ายทั้งปวง ดังมีพุทธพจน์ตรัสรองรับไว้ ดังนี้ว่า
” ดูก่อน สารีบุตร ผู้ใดมีความเลื่อมใสยิ่งในตถาคต ถึงที่สุดส่วนเดียว เขาย่อมไม่สงสัย, ลังเลในตถาคต หรือ คำสอนของตถาคต
สารีบุตร เมื่อเขาเป็นผู้มี(โอปกน)สัทธาแล้ว พึงหวังข้อนี้สืบไปว่า เขาจักเป็นผู้ปรารถนาความเพียร เพื่อละอกุศลทั้งหลาย เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลกรรมทั้งหลาย
สารีบุตร ความเพียรนั้นย่อมเป็นอินทรีย์วิริยะ อินทรีย์สติ อินทรีย์สมาธิ ทั้งหมดนี้เรียกว่า ถึงพร้อมด้วยโอปกนสัทธา…” (มหาวาร, สังยุตนิกาย ๑๕/๒๙๙/๑๐๑๗
ดังนั้น ท่านนักปฏิบัติทั้งหลาย ที่เสียเวลา เสียทรัพย์ เสียใจ และบางท่านก็ท้อใจ คิดเอาเองว่า ตัวเองไม่มีบุญในการปฏิบัติ เพราะเมื่อปฏิบัติแล้ว ไม่เห็นว่าชีวิตจะดีก้าวหน้า ฐานะก็ยิ่งย่ำแย่ลง(บางคนโดนพระไถจนแห้ง…หมดตัวก็มี..ถึงขนาดบอกว่าเจอโจรยังดีกว่าเจอพระ…ว่าไปโน่น !!) นั่นก็เพราะ ที่ผ่านมาไม่ได้ปฏิบัติอย่างถูกวิธีตามขั้นตอน เพราะไม่มีใครสอน ที่ทำกันอยู่ก็เข้าไม่ถึงพุทธานุภาพ เพราะผิดวิธี เมื่อเข้าไม่ถึงพุทธานุภาพ แน่นอน นอกจากความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้นแล้ว การปฏิบัติผิดทางยังกลายเป็นโทษอีกต่างหาก
ในส่วนของความสำคัญที่นักปฏิบัติ ไม่ได้เข้าถึงพุทธานุภาพ ไม่ได้ถวายชีวิตเป็นพุทธบูชานี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ชัดเจนถึงโทษภัยที่จะเกิดขึ้น ในการปฏิบัติโดยมิได้ถึงพุทธานุภาพ ว่า
“…จริงอยู่ โยคาวจรบุคคล ครั้นมิได้ถวายตนเป็นพุทธบูชาอย่างนี้แล้ว เมื่อหลีกไปอยู่ในที่เสนาสนะอันสงัด ครั้นอารมณ์น่ากลัวมาปรากฏในคลองจักษุ ก็ไม่สามารถยับยั้งตนอยู่ได้ จะหลีกเลี่ยงหนีไปยังแดนหมู่บ้าน กลายเป็นผู้คลุกคลีอยู่ด้วยคฤหัส ทำการแสวงหาลาภสักการะ อันไม่สมควรด้วยอาการทุจริตต่าง ๆ มิช้าก็ถึงแก่ความฉิบหาย….” (สารีบุตร, ปฏิสัมภิทามรรค)
พุทธานุภาพ นั้นเป็น “อจาละนุภาเวนะ แปลว่า พลังอันไม่มีวันเสื่อมสูญ” โยคาวจรผู้ที่ปฏิบัติเข้าถึงพุทธานุภาพ จึงมีพลังที่เหนือกว่าสามัญมนุษย์ปกติ เปรียบได้กับ ไฟฟ้า ที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่ทั่วไป ผู้ที่เรียนรู้วิธีต่อเชื่อมต่อเตรียมพร้อมสายไฟ หลอดไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า ย่อมสามารถนำพลังไฟฟ้ามาใช้เป็นประโยชน์ได้ไม่จำกัดกาล และสถานที่ แม้ความมืดมิดก็ถูกขจัดไป เพราะรู้วิธีต่อเชื่อมที่ถูกต้อง แต่ผู้ที่ไม่มีความรู้ คิดเองเออเอง เห็นสายไฟไม่ผิดอะไรกับราวตากผ้า ก็คิดว่าลวดตากผ้าก็เอามาต่อไฟฟ้าได้ …ผล คือ ตายสถานเดียว
เมื่อมาถึงตรงนี้ นักปฏิบัติผู้มีใจกุศลตั้งมั่น ต้องการความก้าวหน้า และความสำเร็จในการปฏิบัติ ย่อมสามารถจำแนกแยกแยะ และมองเห็นวิถีแห่งสติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค ที่มีขั้นตอนสู่ “พุทธานุภาพ” สำคัญต่อความเป็นพุทธบริษัท ด้วยประการ ฉะนี้
ด้วยอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย อันมีพุทธานุภาพเป็นเบื้องต้น จงอำนวยอวยชัย ให้เจริญก้าวหน้าในธรรมะปฏิบัติ บังเกิดศุภผล สิ่งอันเป็นมหามงคล จงมีแด่สาธุชนทุกท่านทั่วกันเทอญ ฯ ….เจริญพร
