“ปริกมฺม”(ปริต แปลว่า เปล่งเสียง +กมฺม แปลว่า การกระทำ) คือการเปล่งเสียงออกมาทางปาก) ให้พร้อมกับกายสังขาร(ลมหาใจ) ผนวกกับเสียงจากใจ(ใจ=มโนทวาร ซึ่งทำงานด้วยPlasma)โดยมีระดับคลื่นความถี่เฉพาะ ที่บูรพาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านPhyhic ในยุคบรรพกาล ได้กำนดระดับคลื่นเฉพาะเป็นกฏเกณฑ์จังหวะ อักขระ วลี ที่ใช้ในการปริกมฺม เพื่อให้เกิดผลต่อBio-ElectroMagnetic ที่สามารถขับเคลื่อน เชื่อมต่อประสานเป็นหนึ่งเดียวUniversal Plasma Energy ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาวะ สถานะ และ ชีวภาค อันเป็นสภาพที่เกิดขึ้นโดย “รูป” ของผู้ปริกมฺมนั้น
การปริกมฺจะประกอบด้วยรูปสังขาร คือ ร่างกาย(มือ) ซึ่งใช้ในการสัมผัสเคลื่อนเม็ดปะคำ ซึ่งเป็นสภาวะรูปสังขารของปัญจทวาร
การปริกมฺม คือการสร้างคลื่นความถี่ที่จะสามารถควบคุมอานุภาค ให้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามที่กำหนด นี้เรียกว่า “ขั้นตอนของการควบคุมรูป” ขั้นตอนการควบคุมรูป เรียกว่า “มนสิการ (สิการ=น้อมนำเข้ามา.. มน อ่านว่า มะนะ แปลว่าใจ = มนสิการ คือ น้อมนำเข้ามาที่ใจ) เมื่อควบคุม “รูป” ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็จะเข้าใจถึงธรรมชาติของรูปทั้งหลายล้วนเป็นสมมุติ เมื่อสำเร็จขั้นปริกมฺมที่ใช้รูปสังขารประกอบกิจ เรียกว่า “ผู้บรรลุขั้นอุปจารสมาธิ” จากนั้นจึงจะก้าวขึ้นสู่ “ขั้นภาวนา” เพื่อปฏิบัติอัปนาสมาธิ ซึ่งจะต้องทิ้งปัญจทวาร (รูปสังขาร) จะใช้เพียงมโนทวารเพียงอย่างเดียว เพราะ”อัปปนาสมาธิ” จะไม่เกิดในปัญจทวารโดยเด็ดขาด
พระพุทธศาสนาใช้ “สัจจธรรม” คือ “ความจริงแท้อันไม่แปรเปลี่ยน” เป็นหลักธรรมคำสอน เป็นศาสนา “อเทวนิยม” คือ ไม่ยึดถือเทวดาเป็นศาสดา” แต่ชาวพุทธทั่วไปอาจจะแปลกใจว่า เหตุไฉนจึงมีการอัญเชิญเทวดา ในทุกครั้งที่ประกอบพุทธศาสนพิธี ?
ทั้งนี้ก็เพราะการอัญเชิญเทวดาก่อนประกอบพิธีนั้น เป็นการอัญเชิญเทพยดามาเพื่อพิทักษ์ ดูแลปริมณฑลที่ประกอบพิธี ตามที่ปวงเทพยดาได้ปาวารณาทูลถวายแก่ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่า “อารักขเทวตา” ซึ่งพุทธศาสนิกชนย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือ นะ โม ตัส สะ ภะ คะ วะ โต อะ ระ หะ โต สัม มา สัม พุท ธัส สะ ฯ ซึ่งเป็นภาษาสวรรค์ หรือ ภาษาเทพเทวาเทวดาพรหม จะรับรู้และทำหน้าที่คุ้มครองป้องกัน ไม่ให้เกิดอุปสรรค ในการปฏิบัติธรรม หรือ ประกอบศาสนพิธี ซึ่งผู้ที่จะสามารถอัญเชิญเทพยดาได้ ต้องใช้พลังปริกมฺม ทำสมาธิ จนเกิดปิติ จากนั้นจึงเปล่งเสียงด้วยปาก (วาจา) ให้พร้อมกับเสียงของใจ เรียกว่า “ถึงพร้อมด้วยวาจาใจ” จึงจะสำฤทธิผล
และนอกจากภาษาเทวดา คือ นะ โม ตัส สะ…ดังกล่าวแล้วนั้น ยังมีบทอัญเชิญเทวดาเรียกว่า “บทขัดสัคเค” ซึ่งจะใช้ในงานพิธี
“สัคเค” รูปคำเดิมในบาลีมีอักขระเป็น “สคฺค” (สัก-คะ) โดยมีรากศัพท์มาจาก สุ (คำอุปสรรค = ดี, งาม) + อคฺค ลบ อุ ที่ สุ (สุ > ส)
“อคฺค” มีความหมายว่า เด่น, ยอดเยี่ยม, ดีที่สุด, สูงสุด, สำคัญที่สุด (illustrious, excellent, the best, highest, chief)
: สุ > ส + อคฺค = สคฺค (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “ที่ดำรงอยู่ยืนนานและสวยงาม” (2) “แดนอันแสนดีเลิศล้ำด้วยกามคุณ” (3) “แดนที่มีอารมณ์อันเลิศ” (คือได้พบเห็นสัมผัสแต่สิ่งที่น่าเพลิดเพลินเจริญใจ) (4) “แดนที่ติดข้อง”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล สคฺค ว่า heaven, the next world (สวรรค์, โลกหน้า) แล้วขยายความว่า popularly conceived as a place of happiness and long life (ตามมโนภาพทั่วๆ ไป เข้าใจกันว่าเป็นสถานที่มีควมสุขและมีอายุยืน)
“สคฺค” ในภาษาสันสกฤตะมึอักขระเป็น “สฺวรฺค” สำหรับภาษาไทยจะเขียนคล้ายสันสกฤต อักขระเป็น “สวรรค์” (สะ-หฺวัน)
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ได้ระบุไว้ว่า –
“สวรรค-, สวรรค์ : (คำนาม) โลกของเทวดา, เมืองฟ้า. (ส. สฺวรฺค; ป. สคฺค).”
ตามปกติคำว่า “สคฺค” หมายถึง สวรรค์ที่ยังเกี่ยวข้องกับกามคุณ ซึ่งมีอยู่ 6 ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี ส่วนความหมายแบบกว้าง ๆ คำว่า “สคฺค” ก็จะหมายรวมถึง เทวโลกทุกชั้นฟ้า
“สคฺค” นั้นแจกด้วยวิภัตตินามที่เจ็ด (สัตตมีวิภัตติ) เปลี่ยนรูปเป็น “สคฺเค” แปลว่า “ในสวรรค์”
ซึ่งชาวพุทธเราจะรู้จักกันในคำว่า “ขัดสัคเค” ในภาษาทางพิธีการก็เรียกอีกว่า “ชุมนุมเทวดา” เพราะเป็นคำกล่าวอัญเชิญเทวดาให้มาชุมนุมช่วยอารักขา ในโอกาสก่อนที่พระสงฆ์จะเจริญพระปริตร จึงเรียกว่า “อารักขเทวตา” คือไม่ให้เกิดอุปสรรค มารบกวนหรือขัดขวางในขณะที่ทำพิธี

