“การอิงอาศัยทางควอนตัม(Quantum Entanglement)” เป็นปรากฏการณ์ที่อนุภาคคู่หนึ่งเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ที่ว่าด้วย “เหตุ” และ “ปัจจัย“เมื่อมีสิ่งหนึ่ง ย่อมส่งผลต่ออีกสิ่งหนึ่ง อันเป็นสถานะทางควอนตัม (เช่น สปิน, พลังงาน) จะส่งผลกระทบถึงกันทันทีไม่ว่าจะอยู่ห่างกันเท่าใดก็ตาม การวัดค่าอนุภาคตัวหนึ่งจะทำให้ทราบสถานะของอีกตัวได้ทันที ซึ่ง qx kmutt ระบุว่าปรากฏการณ์นี้เป็นพื้นฐานสำคัญของเทคโนโลยีควอนตัมและถูกยืนยันผ่านการทดลองจริงแล้ว
หลักการพื้นฐานของการอิงอาศัยทางควอนตัม:
ความพัวพัน (Entanglement): อนุภาคที่เกิดขึ้นคู่กันจะมีความเกี่ยวข้องทางสถิติที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยฟิสิกส์คลาสสิก
สถานะที่เชื่อมโยง: หากคู่ควอนตัมมีสถานะตรงข้ามกัน เมื่อตรวจวัดอนุภาคแรกได้ค่า “+1” อีกอนุภาคหนึ่งจะเป็น “-1” ทันที
ความทันทีทันใด: การวัดค่าเกิดขึ้นได้ไกลแค่ไหนก็ได้โดยไม่ใช้เวลาในการส่งข้อมูล ส่งผลให้ Einstein เคยเรียกสิ่งนี้ว่า “Spooky action at a distance”
ในการอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า อิทัปปัจจยตา (Idappaccayatā) คือ กฎธรรมชาติพื้นฐานในพระพุทธศาสนาที่แสดงความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันและกันเกิด-ดับ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ โดยมีใจความสำคัญคือ “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” เป็นหัวใจของหลักปฏิจจสมุปบาทที่อธิบายความจริงแท้ทั้ง รูปธรรม และ นามธรรม
ปฏิจสมุปบาท – อิทปฺปจฺจยตา
“ความพัวพันทางควอนตัม“(Quantum Entanglement) มีลักษณะ ความหมาย ในทางพระพุทธศาสนา คือ อิทปฺปจฺจยตา“ภาวะที่เกิดขึ้นจาก เหตุ และ ปัจจัย” หรือ “ความเป็นไปตามปฏิสัมพันธ์ระหว่างเหตุปัจจัย”(เหตุ และ ปัจจัย ปรากฏในคัมภีร์พุทธศาสนา = เย ธมฺมา เหตุ ปปฺพวา.. ซึ่งพระพุทธองค์ทรงถ่ายทอด แก่พุทธบริษัทมาเกือบ 3000 ปีแล้ว และขยายความอย่างละเอียดอันปรากฏในคัมภีร์ “ปฏิจสมุปฺบาท” นั้นเอง
ซึ่งสภาวะดังกล่าวนี้ เป็นปรากฏการณ์ทางควอนตัม ที่อนุภาคตั้งแต่สองอนุภาคขึ้นไปมีสถานะที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก แม้จะอยู่ห่างกันตางจักวาลกัน ไกลแค่ไหนก็ตาม สามารถเชื่อมต่อประสาน เป็นหนึ่งเดียวกันได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยระยะทาง เวลา และ สถานะ.
คำศัพท์แบ่งเป็นสองส่วน คือ :
Quantum: ควอนตัม
Entanglement: การพัวพัน
ความหมาย: ปรากฏการณ์ที่อนุภาคสองอนุภาคหรือมากกว่านั้นมีสถานะควอนตัมที่เกี่ยวข้องกัน ทำให้ไม่สามารถอธิบายสถานะของอนุภาคหนึ่งได้โดยไม่กล่าวถึงอีกอนุภาคหนึ่ง
การพัวพันเชิงควอนตัม (อังกฤษ: Quantum Entanglement) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคู่หรือกลุ่มของอนุภาคถูกสร้าง ทำอันตรกิริยา หรือ ใช้พื้นที่ใกล้เคียงร่วมกันทำให้สถานะเชิงควอนตัมของอนุภาคแต่ละตัวไม่สามารถตรวจวัดหรืออธิบายได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับสถานะควอนตัมของอนุภาคตัวอื่นถึงแม้ว่าอนุภาคเหล่านั้นจะมีระยะห่างที่มากก็ตาม
การวัดคุณสมบัติ เช่น ตำแหน่ง โมเมนตัม สปิน และขั้ว (polarization) จะถูกทำบนกลุ่มอนุภาคพัวพัน (entangled particles) ซึ่งจะถูกพบโดยคาดคะเนว่ามีความเกี่ยวเนื่องกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคู่ของอนุภาคถูกสร้างขึ้นโดยผลรวมการหมุนทั้งหมดเท่ากับศูนย์ และอนุภาคหนึ่งถูบพบว่ามีการหมุนตามเข็นนาฬิกาบนแกนหนึ่งๆ การหมุนของอีกอนุภาคบนแกนนั้นจะถูกพบว่าหมุนไปทางทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งคาดคะเนว่าอนุภาคเหล่านี้มีความพัวพัน (entanglement)
อย่างไรก็ตามนักวิจัยยังไม่อาจถอดรหัสปฏิสัมพันธ์ และพฤติกรรมที่ให้ผลที่ขัดแย้งกัน (paradoxical effects) การวัดคุณสมบัติของอนุภาคหนึ่งๆ สามารถสังเกตได้จากพฤติการของอนุภาคนั้น (เช่น โดยการลดจำนวนของสถานะ superposed state) และจะเปลี่ยนสถานะควอนตัมเริ่มต้นโดยจำนวนที่ไม่ระบุแน่ชัด และในกรณีของอนุภาคพัวพัน การวัดจะวางอยู่บนระบบพัวพัน (entangled system) ทั้งระบบ เป็นผลให้การวัดคุณสมบัติของอนุภาคหนึ่งของคู่อนุภาคพัวพันจะทำให้รู้ถึงคุณสมบัติของอีกอนุภาคหนึ่งได้ ถึงแม้ว่าขณะเวลานี้ จะยังไม่อาจหาคำตอบ ของผลข้อมูลว่าอนุภาคเหล่านี้มีการสื่อสารกันได้อย่างไร โดยที่เวลาในการวัด ซึ่งอาจถูกแยกโดยระยะทางที่มากอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ อันต้องทำการวิจัยเพื่อเข้าถึงคำตอบของสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นต่อไป
ปรากฏการณ์เหล่านี้ได้มีการถูกบันทึกในงานวิจัยปี 1935 ของกลุ่ม Albert Einstein, Boris Podolsky และ Nathan Rosen และงานวิจัยอีกหลายฉบับของ Erwin Schrödinger ไม่นานหลังจากนั้น อธิบายถึงการเป็นที่รู้จักของกลุ่ม EPR paradox โดย Einstein และคนอื่นๆ ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมที่เป็นไปไม่ได้ซึ่งเป็นการหักล้างกับความรู้แบบดั้งเดิม (local realist) โดยสิ้นเชิง (Einstein กำลังอ้างถึงการกระทำเหนือธรรมชาติ (spooky) ที่ระยะทางหนึ่ง) และแย้งว่าสมการของกลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics) ที่เป็นที่ยอมรับอยู่แล้วยังไม่เสร็จสิ้น
อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นการคาดการณ์โดยสัญชาตญาณ (counter-intuitive prediction) เกี่ยวกับกลศาสตร์ ควอนตัมได้รับการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการไปแล้ว การทดลองเกิดขึ้นโดยอาศัยการวัดเชิงมุม (polarization) หรือการหมุนของอนุภาคพัวพันในทิศทางต่างกันไป โดยสวนทางกับทฤษฎีบทของเบลล์ (Bell’s inequality)
การทดลองแสดงให้เห็นเป็นเชิงสถิติว่าความรู้แบบเดิมนั้นไม่มีความถูกต้อง แม้ว่าการวัดจะเร็วกว่าแสงที่เคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ที่ทำการวัดก็ตาม ไม่มีอิทธิพลที่ความเร็วแสงหรือช้ากว่าใดๆ ที่จะสามารถวิ่งผ่านระหว่างอนุภาคพัวพันนี้ได้ การทดลองไม่นานมานี้ได้ทำการวัดอนุภาคพัวพันที่เวลาน้อยกว่า 10000 เปอร์เซ็นต์ของเวลาที่แสงเคลื่อนที่ระหว่างอนุภาคกลุ่มนั้น เมื่ออ้างถึงทฤษฎีควอนตัมที่เป็นทางการ
ผลจากการทดลองเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ซึ่งก้าวข้ามคำว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้” ทำให้สามารถใช้ผลการทดลองนี้ในการส่งข้อมูลที่มีความเร็วเหนือแสง (faster-than-light speeds) ได้ (ดูหัวข้อ Faster-than-light § Quantum mechanics)
ควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์ถือเป็นหัวข้อที่เหล่านักฟิสิกส์ทำการศึกษาวิจัยกันอย่างเข้มข้น ผลลัพธ์ถูกแสดงในรูปการทดลองด้วยโฟตอน (photon), นิวทริโน (neutrinos), อิเล็กตรอน (electron), โมเลกุลของบักกี้บอลส์ (buckyballs) หรือแม้กระทั่งเพชรขนาดเล็ก งานวิจัยยังให้ความสนใจในการประยุกต์ใช้ในวงการสื่อสารและคอมพิวเตอร์อีกด้วย
สภาวผกผัน และ พัวพันทางควันตัมส์ = กฏของอนิจลักษณ์ ที่สามารถแปรเปลี่ยนไปได้ โดยไม่จำกัดด้วย ระยะ สถานะ สภาวะ เวลา และ สถานที่ ซึ่งในทางพระพุทธศาสนา ได้ถ่ายทอดสัจจธรรม อันเป็นกฏแห่งการแปรเปลี่ยนของสรรพสิ่งในสากลจักวาล ไว้อย่างชัดเจน จวบจนปัจจุบัน คือ กฏแห่งไตรลักษณ์ อันได้แก่ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา …
“อนิจจัง” (อะ-นิด-จัง) เป็นคำพูดติดปากคนไทย คำนี้บาลีเป็น “อนิจฺจ” (อะ-นิด-จะ) รากศัพท์มาจาก น (ไม่, ไม่ใช่) + นิจฺจ
“นิจฺจ” (นิด-จะ) แปลตามศัพท์ว่า –
(1) “สิ่งที่ไม่เป็นไปตามสภาพ” คือ “ตามสภาพ” แล้ว สิ่งทั้งหลายจะต้องไม่คงทนยั่งยืน สิ่งใดเป็น “นิจฺจ” ก็หมายความสิ่งนั้น “ไม่เป็นไปตามสภาพ”
(2) “สิ่งที่ไม่ถึงความพินาศ” คือไม่เปลี่ยนไปจากสภาพเดิม ถ้าเปลี่ยน ก็คือสภาพเดิม “พินาศ” ไป
(3) “สิ่งที่นำไปสู่ความเที่ยง” ความเที่ยงอยู่ที่ไหน ก็นำไปสู่ที่นั่น ดังนั้น ที่นั่นจึงเรียกว่า “นิจฺจ”
“นิจฺจ” มีความหมายว่า เสมอไป, สมํ่าเสมอ, ต่อเนื่องกันไป, ถาวร (constant, continuous, permanent)
น + นิจฺจ แปลง “น” (นะ) เป็น “อ” (อะ) ตามสูตรที่ว่า ถ้าคำที่ น ไปสมาสด้วยขึ้นด้วยสระ ให้แปลง น เป็น “อน” (อะ-นะ) ถ้าขึ้นด้วยด้วยพยัญชนะ ให้แปลง น เป็น อ
ในที่นี้ “นิจฺจ” ขึ้นต้วยพยัญชนะ จึงแปลง น เป็น อ
: น + นิจฺจ = นนิจฺจ > อนิจฺจ แปลตามศัพท์ว่า “ไม่เที่ยง” หมายถึง ไม่ถาวร, ไม่คงที่ (unstable, impermanent, inconstant) ความไม่ยั่งยืน, ความไม่คงทน, ความไม่ถาวร (evanescence, inconstancy, impermanence)
อภิปรายขยายความ :
“อนิจจัง” เป็นคำที่เราพูดกันติดปาก แต่ศัพท์วิชาการจริงๆ ท่านเรียกว่า “อนิจจตา” แปลว่า “ความเป็นของไม่เที่ยง”
ถ้าพูดให้ครบชุดตามหลักธรรม จะมี 3 หัวข้อ เรียกว่า “ไตรลักษณ์” (ไตฺร-ลัก, = ลักษณะทั้งสาม: the Three Characteristics) หรือ “สามัญลักษณ์” (สา-มัน-ยะ-ลัก, = ลักษณะที่มีทั่วไปเป็นธรรมดา: the Common Characteristics) กล่าวคือ –
(1) อนิจจตา (อะ-นิด-จะ-ตา) = ความเป็นของไม่เที่ยง (impermanence; transiency)
(2) ทุกขตา (ทุก-ขะ-ตา) = ความเป็นทุกข์ (state of suffering or being oppressed)
(3) อนัตตตา (อะ-นัด-ตะ-ตา) = ความเป็นของไม่ใช่ตน (soullessness; state of being not self)
ในพระไตรปิฎกเรียกธรรมะชุดนี้ว่า “ธรรมนิยาม” (ทำ-มะ-นิ-ยาม) ข้อความที่สมบูรณ์ตามสูตรท่านว่าไว้ดังนี้ –
(1) สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา (สัพเพ สังขารา อะนิจจา) = สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง (all conditioned states are impermanent)
(2) สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา (สัพเพ สังขารา ทุกขา) = สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์ (all conditioned states are subject to oppression, conflict or suffering)
(3) สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา (สัพเพ ธัมมา อะนัตตา) = ธรรมคือสังขตธรรมและอสังขตธรรม หรือสังขารและวิสังขารทั้งปวงไม่ใช่ตน (all states are not-self or soulless)
และที่กล่าวมาเป็นสังเขปนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า พุทธพจน์อันพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสว่า เย ธมฺมา เหตุ ปปฺพวา… อันเป็นสภาวะของ “อิทปฺปจฺจยตา” ในยุคปัจจุบันได้พิสูจน์วิจัย จนเป็นที่ประจักษ์ว่า ธรรมะของพระพุทธองค์นั้น คือ กฏแห่งสากลจักวาล อันมีคำตอบสำหรับมนุษย์ยุคปัจจุบันใน “Quantum theory” นั้นเอง
