“อาโลกสิณ” คือ การเจริญสสมาธิโดยการ กำหนดแสงสว่างเป็นนิมิต ชื่อว่า “อาโลกกสิณ” อันเป็นกสิณกลาง และมีผลให้เกิดอภิญญาได้ง่าย)สามารถน้อมไปเพื่อ “อตีตังสญาณ” เห็นอัตตภาพของตนและสัตว์อื่นในภพชาติ ก่อนๆ น้อมไปเพื่อ “อนาคตังสญาณ” เห็นจุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปตามกรรม และน้อมไปเพื่อ “ปัจจุปปันนังสญาณ” เห็นสัตว์โลกในทุคคติภูมิ ได้แก่ ภูมิของเปรต สัตว์นรก อสุรกาย และในสุคติภูมิ ได้แก่ เทวโลก และพรหมโลก ตามที่เป็นจริง ตามพระพุทธดำรัสได้
ทำให้สามารถรู้เห็นสภาวะของสังขาร ได้แก่ เบญจขันธ์ของสัตว์โลกทั้งหลาย อันปัจจัยปรุงแต่งด้วย ปุญญาภิสังขาร คือความปรุงแต่งด้วยบุญคือกุศลกรรม อปุญญาภิสังขาร คือความปรุงแต่งด้วยบาปคืออกุศลกรรม และ อเนญชาภิสังขาร คือ ความปรุงแต่งที่ไม่หวั่นไหว (ด้วยรูปฌานที่ 4 ถึงอรูปฌานทั้ง 4)
ได้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกในสังสารจักร อันเป็นไปตามกรรม โดยวัฏฏะ 3คือ กิเลสวัฏ กัมมวัฏ และวิปากวัฏ และ
ทำให้สามารถเจริญปัญญารู้แจ้งในสภาวะของสังขารธรรม คือธรรมชาติที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตธรรม) กล่าวคือ ธรรมที่เป็นไปในภูมิ 3 ทั้งสิ้น ว่ามีสามัญญลักษณะที่เป็น อนิจฺจํ ทุกขํ และ อนตฺตา อย่างไร อย่างละเอียด และกว้างขวาง
ทำให้เจริญวิปัสสนาญาณ(วิ=วิเศษ+ป=ปฏิบัติทัสนา+ญาณ คือ การหยั่งรู้ธรรมชาตินั้น…รวมความ วิปัสนา คือ การปฏิบัติทำให้เห็นจริงตามสิ่งที่เป็นจริง อย่างวิเศษ)
เมื่อได้อารมณ์ แห่ง วิปัสนาญาณ จึงนำอารมณ์นั้นมากำหนดเป็นนิมิต เพื่อผ่านเข้าถึง “สภาวะโคตรภูญาณ” ได้รับรู้ว่า “นิพพาน” นั้นมีอยู่ อันจะเป็นบาทฐานให้เจริญโลกุตตรวิปัสสนาต่อไปได้

