กสิณ(Quantum Observer Element Control)
“กสิณ” ในทางQuantum ::
ความหมายของคำว่า “ผู้สังเกต (Observer)” ในทางQuantum theoryมีผลโดยตรงต่อการยุบตัว (Collapse) ของฟังก์ชันคลื่น ทำให้สถานะควอนตัมที่ซ้อนทับกัน (Superposition) กลายเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว
การวัดหรือสังเกตจะเปลี่ยนพฤติกรรมอนุภาคจากคลื่นมาเป็นอนุภาค ซึ่งแตกต่างจากฟิสิกส์คลาสสิกที่ผู้สังเกตไม่มีผลต่อระบบ
ประเด็นสำคัญของบทบาทผู้สังเกตในควอนตัม:
ผลของการวัด (Measurement Effect): หากไม่มีการสังเกต อนุภาคจะอยู่ในสถานะที่หลากหลายพร้อมกัน (ซ้อนทับ) แต่เมื่อมีการวัดหรือสังเกต (เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับ) สถานะจะยุบตัวลงเหลือสถานะเดียว และจะเป็นไปคลื่นที่ผู้สังเกตุกำหนด
量子 Zeno Effect (Quantum Zeno Effect): การสังเกตหรือวัดระบบควอนตัมอย่างต่อเนื่องและถี่มาก จะส่งผลให้ระบบถูก “หยุด” หรือตรึงไว้ที่สถานะเดิม ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะไปตามปกติได้
ความจริงคู่ขนาน (Many-world Interpretation): อีกแนวคิดคือผู้สังเกตไม่ได้ทำให้ฟังก์ชันคลื่นยุบตัว แต่ทำให้ผู้สังเกต “แยก” ออกไปอยู่คนละโลกคู่ขนานตามสถานะที่สังเกตได้
การนำไปใช้จริง: ในเชิงเทคโนโลยี “ผู้สังเกต” ไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์ แต่รวมถึงเครื่องมือวัดหรือเซ็นเซอร์ (Quantum Sensor) ที่ไวต่อระดับอะตอม เพื่อตรวจจับสนามแม่เหล็กหรือแสง
สรุปความหมายของObserver เป็นลักษณะพฤติของสังเกต ในทางปฏิบัติตามพุทธวิถีจะ ลึกซึ้งกว่านั้นเรียกว่า “กสิณ” ที่ไม่ได้เพียงแค่การ “ดู” แต่เป็นการ “กระทำพร้อมด้วยสมาธิ ณ จุดนั้น”จนถึงสภาวะแห่ง “การจำได้หมายรู้ =”ระลึกรู้อารมณ์(คือรู้ความถี่ของคลื่นนั้น” จึงจะเกิดเป็น “เหตุ” ที่ก่อให้เกิด “ผล” คือ “เปลี่ยนแปลงสถานะ และ สภาวะทางควอนตัม” ให้เปลี่ยน แปร สภาวะ สถานะไปตามที่ Observer กำหนด
กำเนิดฉัพพันธรังสีกสิณ(Quantum Spectra Observer)
ในช่วงต้นของการประกาศศาสนานั้นคนส่วนใหญ่ยังมีศรัทธาและมีความเชื่อในพระพุทธศาสนาน้อย ยังไม่พร้อมที่จะรับคำสอนเกี่ยวกับปรมัตถธรรมซึ่งเป็นธรรมะอันลึกซึ้งได้ พระองค์จึงยังไม่ทรงแสดงให้ทราบเพราะถ้าทรงแสดงไปแล้วความสงสัยไม่เข้าใจหรือความไม่เชื่อย่อมจะเกิดแก่ชนเหล่านั้น เมื่อมีความสงสัยไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดการดูหมิ่นดูแคลนต่อพระอภิธรรมได้ ซึ่งจะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี
ล่วงมาถึงพรรษาที่ ๗ พระพุทธองค์ท่านทรงทราบด้วยทศพลญาณว่า เมื่อท่านดับขันปรินิพพานพระญาติของท่านจะทำสังฆเพทเพื่อขึ้นปกครองสงฆ์ อันจะเป็นผลให้หลักธรรม คำสอนเสื่อมถอย พระสงฆ์จะแตกความสามัคคีแยกเป็นหมู่เหล่า
พระอภิธรรม อันประกอบด้วยปฏิสัมภิทา อริยมรรค อันเป็นทางแห่งการหลุดพ้นจากวัฏฏะสงสารลึกซึ้งเกินกว่าผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิษฐิจะศึกษา
ด้วยเหตุนั้นจึงไม่ทรงแสดงอภิธรรมในมนุษยโลก เพราะจักไร้คุณค่า ดุจดั่งวานรมิรู้ค่าแห่งมณีจักพรรดิ์ ด้วยว่าพระอนุชาคือพระอานนท์ได้ปาวารณาไว้ว่า “ธรรมใดที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในมนุษยโลก จะต้องแสดงให้กับพระอานนท์ฟังด้วย”
ด้วยเหตุฉะนี้ จึงอาศัยเหตุแห่งเสด็จโปรดพุทธมารดาบนดาวดึงสวรรค์ จึงมีพระบัญชาให้ธรรมเสนาบดีสารีบุตร รับพุทธบัญชาจารึกอภิธรรมเทศนา และ ปฏิสัมภิทามรรค โดยละเอียดตลอดไตรมาส และด้วยเหตุดั่งนี้ในการปฐมสังคายนา จึงไม่มีคัมภีร์อภิธรรมปรากฏ ดังจารึกเป็นหลักฐานไว้ในคัมภีร์ยมก ด้วยประการฉะนี้
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระอภิธรรม และ ปฏิสัมภิทามรรคเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวเท่านั้น มิได้แสดงในมนุษยโลกเลย โดยเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อทดแทนคุณของพระมารดาด้วยการแสดงพระอภิธรรมเทศนาโปรดพุทธมารดา ซึ่งได้สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ประสูติพระองค์ได้ ๗ วันและได้อุบัติเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตมีพระนามว่า สันดุสิตเทพบุตร
ในการแสดงธรรมครั้งนี้ได้มีเทวดาและพรหมจากหมื่นจักรวาลจำนวนหลายแสนโกฏิ มาร่วมฟังธรรมด้วย โดยมีสันดุสิตเทพบุตรเป็นประธาน ณ ที่นั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรม แก่เหล่าเทวดาและพรหมด้วย วิตถารนัย คือ แสดงโดยละเอียดพิสดารตลอดพรรษากาล คือ ๓ เดือนเต็ม
เมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้วก็เสด็จกลับขึ้นไปยังดาวดึงส์เพื่อเสวยพระกระยาหาร โดยมีพระสารีบุตรเถระมาเฝ้าเพื่อศึกษาพระอภิธรรม และปฏิสัมภิทามรรคทุกวัน หลังจากที่ทรงเสวยแล้วก็ทรงสรุปเนื้อหาของพระอภิธรรมที่พระองค์ได้ทรงแสดงแก่เหล่าเทวดาและพรหมให้พระสารีบุตร ฟังวันต่อวัน(พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระสารีบุตรด้วย สังเขปนัย คือ แสดงอย่างย่นย่อ)
เสร็จแล้วพระองค์จึงเสด็จไปแสดงธรรมแก่ปวงเทพเทวาต่อไป ทรงกระทำเช่นนี้ทุกวันตลอด ๓ เดือน เมื่อการแสดงพระอภิธรรมบนเทวโลกจบสมบูรณ์แล้วการแสดงพระอภิธรรมแก่พระสารีบุตรก็จบสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน เมื่อจบพระอภิธรรมเทศนาเทวดาและพรหม ๘๐๐,๐๐๐ โกฏิได้บรรลุธรรม และสันดุสิตเทพบุตร(พุทธมารดา)ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคล
เมื่อพระสารีบุตรได้ฟังพระอภิธรรมจากพระบรมศาสดาแล้ว ก็นำมาสอนให้แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านโดยสอนตามพระพุทธองค์วันต่อวันและจบบริบูรณ์ในเวลา ๓ เดือนเช่นกัน การสอนพระอภิธรรมของพระสารีบุตรที่สอนแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้เป็นการสอนชนิดไม่ย่อเกินไป ไม่พิสดารเกินไป เรียกว่านาติวิตถารนาติสังเขปนัย
ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปซึ่งได้ศึกษาพระอภิธรรม และ ปฏิบัติตามพุทธวิถี “สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค” ก็บรรลุอรหันต์หมดทั้ง 500 รูป และพระสารีบุตรได้นำไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จลงมาจากสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ หลังทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมาดา พรหม และทวยเทพเทวาบนสวรรค์ แล้วแสด็จลงมา ณ เมืองสังกัสสะ พระอรหันต์ที่บรรบุธรรมนั้น ก็ถวายอัญชลีแก่พระผู้มีพระภาคในกาลนั้นแล
ภายหลังจากพระธรรมเสนาบดีได้นิพพาน ได้พากันไปศึกษาเพิ่มเติมด้านอภิญญาสมาบัติจากพระโมคคัลลาอรหันเถระ ซึ่งเป็นสหธรรมิกของพระสารีบุตร จนเชี่ยวชาญในการควบคุม ปรับแปลง มหาภูตรูปทั้ง ๔ ได้อย่างแคล่วคล่อง
ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน ภิกษุศิษย์ของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรส่วนหนึ่ง ก็ได้ไปศึกษาทิพยจักขุกับพระอนุรุทธะอรหันตเถระ และได้ติดตามพระอนุรุทธเถระซึ่งเดินทางไปเผยแพร่ธรรมะยังประเทศกรีก ตามคำนิมนต์ของPythagorusอันเป็นศิษย์เอกของพระอัญญาโกทัญญะ ซึ่งศิษย์ของPythagorus อันเป็นชาวกรีกได้ศึกษาปฏิบัติตามพุทธวิถี “สติปัฏฐานปฏิสัมภิทามรรค” เกิดความเจริญสมปรารถนาทันตาเห็น จึงได้ร่วมสร้างว้ดเพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรม และเผยแผ่พุทธศาสนาในหุบเขาสีชมพู(ปัจจุบันอยู่ในประเทศจอร์แดน มีนามว่า “พุทธา หรือ พุทธะ” ต่อมาได้สำเนียงเพี้ยนไปตามภาษาถิ่น เป็น “เพตรา(Petra)” ใช้เรียกขานมาจนปัจจุบัน

สำหรับอาราม และ ถ้ำสำหรับปฏิบัติธรรมตามพุทธวิถี ปัจจุบันยังปรากฏเป็นหลักฐานให้ประจักษ์แก่ชาวโลก
เมื่อพระอนุรุทธ์อรหันตเถระ ได้เผยแผ่หลักธรรมคำสอนตามพุทธวิถี “สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค” อันได้รับการถ่ายทอดจากพระสารีบุตรแพร่กระจายไปทั่วดินแดนกรีก คำว่า “สติปัฏฐาน” จึงเพี้ยนไปตามภาษาปาซี อันเป็นภาษาถิ่นว่า “สะมานอย” อันเป็นชื่อนิกายใหม่ที่พระอนุรุทธะอรหันตเถระ ได้เผยแผ่หลักธรรมคำสอนแก่ชนชาวกรีกยุคนั้นเรียกว่า “นิกายสมิตยะ“
ภิกษุศิษย์ของพระสารีบุตรส่วนที่เหลือ ยังคงอยู่กับพระมหาโมคคัลลาน์อรหันตเถระ ซึ่งล้วนเชี่ยวชาญทางฤทธิ์อภิญญา สืบต่อถ่ายทอดสั่งสอน “พระอภิธรรม และ ปฏิสัมภิทามรรค” สืบมาจนถึงยุคของพระนาคารชุน(พศ.๖๐๐) เกิดกรณีลัทธิพรามณ์ส่งจารชนเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา โดยคัดพรหมณ์ที่ฉลาดสุดนามว่า “ศังการพรามณ์”ปลอมเข้ามาบวช ศึกษา และ คัดลอกคัมภีร์พุทธศาสนาไปทั้งหมด แล้วหนีไปตั้งศาสนาใหม่ที่แคว้นกลิงครัฐ(ยะไข่ ในปัจจุบัน)โดยตั้งเป็นศาสนาใหม่ชื่อว่า “ฮินดู แปลว่า ผู้มาแต่แม่น้ำสินธุ” ลอกเลียน ปรับแปลง ปลอมปน หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาไปเป็นของตน และ เผยแพร่ความเชื่อเพื่อทำลายพระพุทธศาสนาว่า “…ผู้ใดฆ่าพระสงฆ์ในพุทธศาสนา เผาทำลายพุทธสถาน จะได้ขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระศิวะ”
ความเชื่อนี้ได้ได้ถูกฝังในความเชื่อของกษัตริย์หลายราชวงศ์ในยุคต่อมา จึงฆ่าพระสงฆ์ในพุทธศาสนานับแสนรูป ศาสนาในชมพูทวีปจึงย่อยยับนับแต่นั้น
ในยุคดังกล่าวนี้ “พระนาคารชุน” ศิษย์สายพระโมคคัลลาน์ เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาเถ่ายทอดอภิธรรมและปฏิสัมภิทามรรคจากสายศิษย์พระสารึบุตรดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับเชี่ยวชาญทางกสิณธาตุโดยเฉพาะวิญญาณกสิณ พร้อมท้้งอภิญญาสมาบัติ จึงเดินทางขึ้นไปยังดินแดนทิเขต เผยแผ่อภิธรรม-ปฏิสัมภิทามรรค และ กสิณแก่ชนชาวทิเบต
ท่านมีศิษย์เอกสายฆาราวาสซึ่งเป็นชาวไทเมืองปา อาณาจักรโขตาน จึงถ่ายทอดสรรพวิทยา จนในที่สุดศิษย์ผู้นี้ได้กลายเป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของชมพูทวีปนามว่า “พระเจ้ากนิษกะ” ซึ่งได้เป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภก ประธานฝ่ายฆาราวาสทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาจึงกำเนิด “มหายาน” นับเนื่องมาแต่นั้น
พระนาคารชุนได้นำเอาหลักธรรมคำสอน ที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร รับพุทธบัญชาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ถ่ายทอดให้ ณ ดาวดึงส์สวรรค์ คือ พระอภิธรรม และ ปฏิสัมภิทามรรค ถ่ายทอดในแผ่นดินทิเบต แผ่เข้าไปในประเทศจีนตอนเหนือ ก่อให้เกิดพุทธอีกนิกายหนึ่งเรียกว่า “นิกายฌิงมะ หรือ นิกายฉัพพันธรังสี(ดังปรากฏเป็นหลักฐานภาพเขียนสีพุทธของธิเบต สืบมา)

ทั้งนี้เนื่องมาจากกรณีที่พระอานนท์ได้ทูลถามพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “กสิณใดเลิศสุด ในกสิณทั้ง ๑๐ ? ” พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า “วิญญาณกสิณ เลิศสุด”..ซึ่งวิญญาณกสิณนี้จะควบคุมคลื่นแสงทั้งหมด อันเรียกว่าฉัพพันธรังสี(ทางPhysic เรียกว่า Spectrum Wave) นิกายฌิงมะ หรือ นิกายฉัพพันธรังสี ได้สลายไปเมื่อกองทัพแดงของลัทธิเมาเจอตุง ได้บุกขึ้นยึดทำลายเผาวัดวาอารามพุทธศาสนาในประเทศธิเบตจนแทบไม่เหลือซาก

