พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์นั้นมีประวัติปรากฏอยู่ในยอมให้อยู่คัมภีร์ “กถาวัตถุ” ซึ่งพระโมคคลีบุตรติสสะเถระ ได้ขยายความในครั้งตติยสังคายนา แต่ท่าน ก็นิเทศพุทธาธิบาย. ทั้ง ๑๐ ข้อนี้ เป็นหลักฐานฝ่ายที่ถือว่าอภิธรรมเป็นพุทธพจน์
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวประวัติของอภิธรรมปรากฏในคัมภีร์ อัฏฐสาลินี อรรถกถาแห่งอภิธรรมสังคณี รจนาโดยพระพุทธโฆษะ ในพุทธศตวรรษที่ ๙ ตอนต้นของคัมภีร์ ได้เขียนเล่าประวัติของพระอภิธรรมปิฎก ประกอบด้วยคำถาม คำตอบ เช่น
ปุจฉา – ถามว่า อภิธรรมเป็นคำของ ใคร”
วิสัจนา – ตอบว่า “เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า”
ปุจฉา – ถามว่า “ใคร เป็นผู้ถ่ายทอด รจนาสืบกันมา ?”
วิสัชนา – ตอบว่า “พระอริยาจารย์ทั้งหลาย ล้วนสาธยายสืบกันมา”
พร้อมนั้น ได้ไล่เรียงลำดับนามพระอริยาจารย์ที่สืบทอดพระอภิธรรม อันเป็นพุทธพจน์ ปรากฏดังนี้
๑. พระสารีบุตร์
๒. พระภัททริ
๓. พระโสภิตะ
๔. พระปิยะชาลี
๕. พระปิยะปาละ
๖. พระปิยะทัสสี
๗. พระโกสิยะบุตร
๘. พระสิคควะ
๙. พระสันเทหะ
๑๐. พระโมคคลีบุตร
๑๑. พระมิสสทัตตะ
๑๒. พระธรรมมิยะ
๑๓. พระสาทกะ
๑๔. พระโสนกะ
๑๕. พระเรวตะ
พระอริยาจารย์เหล่านี้ ล้วนทำหน้าที่สืบทอดพระอภิธรรมสืบเนื่องกันมาอจนกระทั่งมาแพร่หลายเข้าไปในลังกา.
และเมื่อถึงจุดเสื่อม เดียรถีย์ปลอมเข้ามาบวชยุแยงให้สงฆ์แตกกัน โดยอ้างว่า “พระอภิธรรมมิใช่พุทธพจน์” ทำสังฆเภทแยกเป็นนิกายใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงมีการรจนา คัมภีร์อัฏฐสาลินี ขึ้น แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางมิจฉาทิษฐิชนได้ เป็นมูลทำให้พุทธศาสนาในศรีลังกาเสื่อมถอย และ ล่มสลายในที่สุด

